ในอุตสาหกรรมการผลิตยา Energy Efficiency หรือการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดค่าใช้จ่ายเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการยกระดับมาตรฐานการผลิตและการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการผลิตยาต้องอาศัยการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่เข้มงวดตลอด 24 ชั่วโมง
1. การเพิ่มประสิทธิภาพระบบ HVAC (Cleanroom Optimization)
ระบบปรับอากาศและระบายอากาศ (HVAC) มักกินพลังงานสูงถึง 50-70% ของโรงงานยา เทคนิคที่สำคัญคือ:
- Variable Speed Drives (VSD): ติดตั้ง VSD ในพัดลมและปั๊มเพื่อปรับความเร็วตามการใช้งานจริง
- Air Change Rates: ปรับอัตราการหมุนเวียนอากาศให้เหมาะสมตามมาตรฐาน GMP โดยไม่ให้สูงเกินความจำเป็นในช่วงที่ไม่มีการผลิต
2. ระบบความร้อนและไอน้ำ (Boiler & Steam Systems)
การฆ่าเชื้อ (Sterilization) ต้องใช้ไอน้ำปริมาณมาก การรักษาประสิทธิภาพทำได้โดย:
- Insulation: ตรวจสอบฉนวนกันความร้อนของท่อส่งไอน้ำเพื่อลดการสูญเสียพลังงานระหว่างทาง
- Condensate Recovery: การนำน้ำคอนเดนเสทกลับมาใช้ใหม่ ช่วยประหยัดทั้งพลังงานความร้อนและค่าน้ำ
3. การใช้ระบบ Monitoring และ AI Analytics
การปรับปรุงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูล การติดตั้งเซนเซอร์ IoT เพื่อติดตามการใช้พลังงานแบบ Real-time ช่วยให้เรามองเห็น Energy Waste ในจุดที่คาดไม่ถึง และนำ AI มาวิเคราะห์เพื่อพยากรณ์การใช้พลังงานล่วงหน้า
4. การเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาด (Green Energy Integration)
การติดตั้ง Solar Rooftop ในโรงงานผลิตยาเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากสายส่งหลัก และช่วยลด Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ยา (Product Carbon Footprint) อีกด้วย
สรุป: การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานในสายการผลิตยาต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีวิศวกรรมและการจัดการข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่าง "คุณภาพยา" และ "ความยั่งยืน"
